เมื่อคนในครอบครัวอายุมากขึ้น หลายบ้านอาจเริ่มมีคำถามว่า ดูแลผู้สูงอายุอย่างไร จึงจะเหมาะสม เพราะการดูแลผู้สูงอายุไม่ได้มีเพียงการเตรียมอาหารหรือพาไปพบแพทย์ แต่ยังรวมถึงการเคลื่อนไหว ความปลอดภัย สุขภาพใจ การพักผ่อน การใช้ยา และการใช้ชีวิตประจำวัน
ผู้สูงอายุแต่ละคนมีสุขภาพและความสามารถแตกต่างกัน บางคนยังสามารถใช้ชีวิตและทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ขณะที่บางคนอาจเริ่มต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น ดังนั้นการดูแลจึงควรพิจารณาจากความสามารถและความต้องการของแต่ละคน ไม่ควรใช้เพียงอายุเป็นตัวกำหนด
การดูแลที่เหมาะสมจึงควรช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามความสามารถ พร้อมมีสภาพแวดล้อมและคนรอบตัวที่ช่วยลดความเสี่ยงและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน
ดูแลผู้สูงอายุอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละคน?
จุดเริ่มต้นของการดูแลคือการสังเกตชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ เช่น ยังสามารถเดิน ลุกจากเตียง อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำได้ด้วยตัวเองหรือไม่ รวมถึงมีโรคประจำตัว ใช้ยา หรือมีข้อจำกัดด้านใดเป็นพิเศษ
ครอบครัวควรช่วยเหลือในสิ่งที่จำเป็น ขณะเดียวกันก็ควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุทำสิ่งที่ยังสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อช่วยรักษาความสามารถในการใช้ชีวิต ความมั่นใจ และความรู้สึกว่าตนเองยังสามารถตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้
นอกจากนี้ รูปแบบการดูแลควรมีการปรับตามการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุ เพราะความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันอาจเปลี่ยนไปตามสุขภาพหรือช่วงเวลา
9 เรื่องสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน
การดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีควรพิจารณาหลายเรื่องร่วมกัน ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวัน อาหาร การเคลื่อนไหว ไปจนถึงสุขภาพใจและความปลอดภัย โดยครอบครัวสามารถเริ่มต้นจาก 9 เรื่องต่อไปนี้
1. ช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น และส่งเสริมให้ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง
หลายครอบครัวอาจอยากช่วยผู้สูงอายุทุกอย่างเพราะเป็นห่วง แต่หากผู้สูงอายุยังสามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้อย่างปลอดภัย ควรเปิดโอกาสให้ทำด้วยตัวเอง เช่น รับประทานอาหาร แต่งตัว เดินในบ้าน หรือทำกิจกรรมที่คุ้นเคย
การช่วยเหลือที่เหมาะสมไม่ได้หมายถึงการปล่อยให้ผู้สูงอายุทำทุกอย่างเอง แต่เป็นการหาสมดุลระหว่าง ความปลอดภัยกับการรักษาความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง
หากกิจกรรมบางอย่างเริ่มทำได้ยากขึ้น อาจช่วยเฉพาะบางขั้นตอนหรือปรับอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แทนการทำทุกอย่างแทนทันที
2. ดูแลเรื่องอาหารและน้ำให้เหมาะสม
ผู้สูงอายุควรได้รับอาหารที่หลากหลายและเหมาะกับสุขภาพของแต่ละคน ควรสังเกตว่ายังรับประทานอาหารได้ตามปกติหรือไม่ น้ำหนักเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และมีปัญหาเกี่ยวกับการเคี้ยว การกลืน หรือความอยากอาหารหรือเปล่า
หากมีโรคประจำตัวหรือได้รับคำแนะนำด้านอาหารจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ควรยึดตามคำแนะนำนั้นเป็นหลัก ไม่ควรงดหรือจำกัดอาหารบางประเภทเองโดยไม่มีข้อมูลที่เหมาะสม
เรื่องน้ำก็สำคัญเช่นเดียวกัน ครอบครัวควรสังเกตว่าผู้สูงอายุดื่มน้ำเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้ที่อาจไม่รู้สึกกระหายน้ำบ่อยเหมือนเดิม
3. ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
หากสุขภาพเอื้ออำนวย ผู้สูงอายุควรได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดิน ยืดเหยียด ทำงานบ้าน ทำสวน หรือออกกำลังกายในรูปแบบที่เหมาะกับความสามารถ
การเคลื่อนไหวช่วยรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน โดยกรมอนามัยแนะนำให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทางกายในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพ และควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมเสริมความแข็งแรงและการทรงตัวร่วมด้วย
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากกิจกรรมหนัก การเริ่มจากสิ่งที่สามารถทำได้อย่างปลอดภัยและค่อย ๆ เพิ่มตามความเหมาะสมเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
หากผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว เพิ่งผ่าตัด มีอาการผิดปกติ หรือไม่แน่ใจว่าสามารถออกกำลังกายแบบใดได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางสุขภาพก่อน
4. จัดบ้านให้ปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม
บ้านที่เคยใช้งานได้สะดวกอาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงเมื่อผู้สูงอายุเริ่มเดินช้าลง การทรงตัวลดลง หรือจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
ควรสำรวจตั้งแต่ห้องนอน ห้องน้ำ ทางเดิน บันได ไปจนถึงพื้นที่ส่วนกลาง ว่ามีพรม สายไฟ สิ่งของกีดขวาง พื้นลื่น หรือพื้นต่างระดับที่อาจทำให้สะดุดหรือไม่
แสงสว่างควรเพียงพอ โดยเฉพาะเส้นทางจากห้องนอนไปห้องน้ำในเวลากลางคืน และหากจำเป็นอาจพิจารณาราวจับหรืออุปกรณ์ช่วยเดินที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ
การจัดบ้านให้เดินได้สะดวกและลดสิ่งกีดขวางเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในชีวิตประจำวันได้
5. จัดการเรื่องยาและการพบแพทย์ให้เป็นระบบ
เมื่อผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวหลายอย่าง อาจต้องใช้ยาหลายชนิดหรือมีนัดพบแพทย์หลายครั้ง การจัดข้อมูลให้เป็นระบบจึงช่วยลดความสับสนของทั้งผู้สูงอายุและครอบครัว
ควรมีรายการยาที่ใช้อยู่และกำหนดเวลารับประทานยาให้ชัดเจน รวมถึงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโรงพยาบาล แพทย์ผู้รักษา นัดหมาย และข้อมูลสุขภาพที่สำคัญไว้ในจุดที่สามารถตรวจสอบได้ง่าย
หากมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนช่วยกันดูแล ก็ควรมีช่องทางสำหรับอัปเดตข้อมูลร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนเรื่องยาและการนัดหมาย
หากพบอาการผิดปกติหลังเริ่มยาใหม่ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขนาดและวิธีใช้ยา ไม่ควรหยุด เพิ่ม หรือลดยาด้วยตัวเอง ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
6. ใส่ใจการนอนหลับและกิจวัตรประจำวัน
การมีกิจวัตรที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น เวลาตื่น รับประทานอาหาร ทำกิจกรรม พักผ่อน และเข้านอน ช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุเป็นระบบมากขึ้น
ครอบครัวควรสังเกตว่าผู้สูงอายุนอนหลับได้ดีหรือไม่ ตื่นกลางดึกบ่อยหรือเปล่า ง่วงผิดปกติในช่วงกลางวัน หรือมีรูปแบบการนอนเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจนหรือไม่
ในช่วงกลางวันควรมีโอกาสได้เคลื่อนไหว ทำกิจกรรม หรือสัมผัสแสงธรรมชาติตามความเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการนอนกลางวันเป็นเวลานานจนกระทบต่อการนอนในช่วงกลางคืน
หากมีปัญหาการนอนต่อเนื่องหรือเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจนกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
7. ใส่ใจสุขภาพใจและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
การดูแลผู้สูงอายุ ไม่ควรเน้นเฉพาะสุขภาพกายเท่านั้น การได้พูดคุยกับคนในครอบครัว พบปะผู้อื่น ทำกิจกรรมที่ชอบ หรือรู้สึกว่าตนเองยังเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและสังคมก็มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต
กิจกรรมไม่จำเป็นต้องซับซ้อน อาจเป็นการเดินเล่น ฟังเพลง ดูรูปเก่า ทำอาหารง่าย ๆ เล่นเกม ทำงานอดิเรก หรือออกไปทำกิจกรรมร่วมกับสมาชิกในครอบครัว
ครอบครัวควรสังเกตอารมณ์ของผู้สูงอายุร่วมด้วย เช่น เริ่มไม่อยากพูดคุย ไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ หรือแยกตัวมากขึ้นกว่าปกติ
สิ่งสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้เลือกกิจกรรมที่ตนเองชอบ แทนที่จะกำหนดทุกอย่างให้โดยไม่ถามความต้องการ
8. สังเกตความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน
คนในครอบครัวมักเป็นกลุ่มแรกที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะรู้จักพฤติกรรมปกติของผู้สูงอายุดีอยู่แล้ว
ควรสังเกตเรื่องง่าย ๆ เช่น รับประทานอาหารน้อยลง เดินช้าลง ลุกนั่งลำบากขึ้น นอนมากขึ้น อารมณ์เปลี่ยน ขับถ่ายผิดปกติ หลงลืมมากขึ้น หรือเริ่มทำกิจกรรมบางอย่างที่เคยทำได้ไม่สะดวก
หากสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง ควรจดว่าเริ่มเกิดขึ้นเมื่อใด เกิดบ่อยแค่ไหน และมีอาการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถอธิบายอาการต่อแพทย์หรือบุคลากรทางสุขภาพได้ชัดเจนขึ้น
หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรง หรือกระทบต่อความปลอดภัย ควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางสุขภาพ ไม่ควรวินิจฉัยสาเหตุด้วยตัวเอง
9. ดูแลสุขอนามัย ผิวหนัง และสุขภาพช่องปาก
ความสะอาดของร่างกาย เสื้อผ้า ผิวหนัง และช่องปากเป็นอีกส่วนหนึ่งของการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มเคลื่อนไหวไม่สะดวกหรือต้องการความช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวัน
ควรสังเกตความผิดปกติ เช่น ผิวหนังแดง แผล บวม การระคายเคือง หรือบริเวณที่ถูกกดทับเป็นเวลานาน
สุขภาพช่องปากก็ควรได้รับความใส่ใจ เช่น มีอาการเจ็บปาก เคี้ยวอาหารลำบาก ฟันหรือฟันปลอมมีปัญหา เพราะอาจส่งผลต่อการรับประทานอาหารและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องได้รับความช่วยเหลือในการอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือทำความสะอาดร่างกาย ควรช่วยด้วยความสุภาพและคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุเสมอ
เมื่อไหร่ที่ครอบครัวอาจต้องการความช่วยเหลือในการดูแลมากขึ้น?
ในช่วงแรก ครอบครัวอาจสามารถ ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ได้ด้วยการแบ่งหน้าที่กัน แต่เมื่อสุขภาพหรือความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองเปลี่ยนไป เวลาที่ต้องใช้ในการดูแลก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ตัวอย่างเช่น ผู้สูงอายุเริ่มต้องมีคนช่วยลุกและเดิน ต้องได้รับความช่วยเหลือในการเข้าห้องน้ำ รับประทานอาหาร อาบน้ำ หรือทำกิจวัตรหลายอย่าง หรือเริ่มไม่เหมาะที่จะอยู่ตามลำพังเป็นเวลานาน
อีกสถานการณ์หนึ่งคือผู้สูงอายุยังไม่ได้มีภาวะที่ต้องดูแลมาก แต่สมาชิกในครอบครัวไม่สามารถมีคนอยู่ด้วยตลอดวันเนื่องจากต้องทำงานหรือมีภาระอื่น การเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ครอบครัวมีเวลาพิจารณาทางเลือกมากขึ้น
ทางเลือกไม่ได้มีเพียงการดูแลเองกับการเข้าศูนย์ดูแลเท่านั้น อาจเป็นการแบ่งหน้าที่กันในครอบครัว การจ้างผู้ดูแลที่บ้าน การใช้บริการดูแลบางช่วงเวลา หรือการเลือกสถานที่ดูแลที่เหมาะกับระดับความต้องการของผู้สูงอายุ
สิ่งสำคัญคือเลือกรูปแบบที่ทำให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ปลอดภัย และเหมาะกับการใช้ชีวิตของทั้งผู้สูงอายุและครอบครัว
Checklist การดูแลผู้สูงอายุในชีวิตประจำวัน
ครอบครัวสามารถใช้รายการต่อไปนี้ทบทวนเป็นระยะ เพื่อสังเกตว่ามีเรื่องใดที่อาจต้องปรับการดูแลเพิ่มเติม
- รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติหรือไม่
- ยังสามารถเดิน ลุก นั่ง และทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด
- ได้เคลื่อนไหวร่างกายตามความสามารถหรือไม่
- บ้านและห้องน้ำมีจุดเสี่ยงต่อการหกล้มหรือไม่
- มีการจัดยาและนัดหมายอย่างเป็นระบบหรือไม่
- การนอนและการขับถ่ายเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
- ยังได้พูดคุย ทำกิจกรรม หรือพบปะผู้อื่นเป็นประจำหรือไม่
- มีความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ความจำ หรือพฤติกรรมหรือไม่
- ผิวหนัง ช่องปาก และสุขอนามัยได้รับการดูแลเหมาะสมหรือไม่
- ครอบครัวมีแผนรองรับหากระดับการดูแลเพิ่มขึ้นหรือเกิดเหตุฉุกเฉินหรือไม่
สรุป ดูแลผู้สูงอายุอย่างไรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี?
คำถามว่า ดูแลผู้สูงอายุอย่างไร ไม่มีคำตอบแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน เพราะผู้สูงอายุแต่ละคนมีสุขภาพ ความสามารถ ความชอบ และรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างกัน
สิ่งสำคัญคือการดูแลให้ครอบคลุมทั้งอาหาร การเคลื่อนไหว ความปลอดภัย การใช้ยา การพักผ่อน สุขภาพใจ สุขอนามัย และการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมสังเกตความเปลี่ยนแปลงและปรับรูปแบบการดูแลเมื่อความต้องการของผู้สูงอายุเปลี่ยนไป
นอกจากการดูแลด้านร่างกายแล้ว การรับฟังความต้องการ ให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเปิดโอกาสให้ทำสิ่งต่าง ๆ ตามความสามารถ ก็เป็นส่วนสำคัญของการรักษาคุณภาพชีวิตเช่นกัน
บ้านมีสุข เนอร์สซิ่งโฮม สาขาสายไหม ยินดีให้ครอบครัวติดต่อสอบถามและนัดหมายเยี่ยมชมสถานที่จริงก่อนตัดสินใจ
ทำเล: สาขาสายไหม ซอย 6 (ใกล้โรงพยาบาลภูมิพลฯ และสนามบินดอนเมือง)
โทรศัพท์: 06-4448-8118
LINE: @bmsnursinghome

กำลังมองหาศูนย์ดูแล
บ้านมีสุข เนอร์สซิ่งโฮม พร้อมให้คำปรึกษา




